ความรู้เบื้องต้นในการต่อสู้คดี

ความรู้เบื้องต้นในการต่อสู้คดีในคดีอาญา

สร้างเมื่อ 11 กรกฎาคม 2560 | ผู้ชม 31 ครั้ง
  • ผู้ต้องหาและจำเลยคือใคร
         "ผู้ต้องหา" คือบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาลและอาจจะถูกจับแล้วนำมาควบคุมหรือขังไว้เพื่อทำการสอบสวน
         "จำเลย" คือบุคคลซึ่งถูกฟ้องต่อศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด
    ผู้ต้องหาจะถูกควบคุมนานเท่าใด
    เมื่อบุคคลใดถูกจับเป็นผู้ต้องหา ตำรวจมีอำนาจควบคุมผู้ต้องหานั้นได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง และไม่เกิน ๒๕ ชั่วโมง สำหรับความผิดที่ขึ้นศาลคดีเด็กและเยาวชน ทั้งนี้นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกนำตัวมาถึงที่ทำการของเจ้าพนักงาน สำหรับความผิดลหุโทษ (ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือ
    ทั้งจำทั้งปรับ) เจ้าพนักงานจะควบคุมตัวไว้เพียงเท่าเวลาที่จะถามคำให้การ ชื่อและที่อยู่เท่านั้น จากนั้นต้องปล่อยตัวไป
         ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมหรือบังตัวในชั้นสอบสวนมีสิทธิดังนี้
                 ๑. ให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อถูกสอบสวน หรือปฏิเสธไม่ยอมให้การหรือขอไปให้การในชั้นศาล คำให้การต่อพนักงานสอบสวนนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐาน ยันผู้ต้องหาในการพิจารณาคดีของศาลได้
                 ๒. ขอพบทนายเพื่อปรึกษาคดีที่ถูกกล่าวหาสองต่อสอง
                 ๓. ขอประกันตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาลที่ออกหมายขัง แล้วแต่กรณี
                 ๔. ได้รับเยี่ยมตามสมควร
                 ๕. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
    การผัดฟ้องและฝางขังในศาลแขวง
                 ๑. ความผิดที่เกิดขึ้นศาลแขวงนั้น พนักงานอัยการจะต้องฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแขวงภายใน ๔๘ ชั่วโมง แต่ถ้าไม่อาจฟ้องผู้ต้องหาภายในเวลาดังกล่าวได้ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องนำตัวผู้ต้องหามาศาลและยื่นคำร้องขอฝากขังและผัดฟ้องต่อศาล ศาลอนุญาตได้ไม่เกินคราว ๆ ละ ไม่เกิน ๖ วัน
                 ๒. ผู้ต้องหาได้ประกันตัวชั้นสอบสวนไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาศาบเพียวงแต่ยื่นคำร้อง ขอผัดฟ้องอย่างเดียว
    ฝากขังในศาลอาญาหรือศาลจังหวัด
                 ๑. ถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่และพนังานสอบสวนไม่อาจสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๔๘ ชั่วโมง พนักงานสอบสวนต้องส่งผู้ต้องหามาศาลและพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ขังผู้ต้องหาไว้ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าฝากขังในกรณีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังได้ครั้งเดียวมีกำหนดไม่เกิน ๗ วัน แต่ถ้ามีอัตราโทษเกินกว่านี้ ศาลอาจสั่งขังได้หลาย ๆ ครั้งติด ๆ กัน แต่ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๒ วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน ๔๘ วัน เว้นแต่ความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปี ขึ้นไป ศาลสั่งขังได้รวมทั้งหมดไม่เกิน ๘๔ วัน
                 ๒. ผู้ต้องหาได้ประกันตัวชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาไม่จำต้องมาศาลจนกว่าพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะขอฝากขัง แต่ต้องไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันแรกที่มีการปล่อยชั่วคราว หรือนำตัวผู้ต้องหานั้นมาฟ้องต่อศาล
                 ๓. สำหรับศาลจังหวัดที่นำวิธีการพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะต้องขอฝากผัดฟ้องและฝากขังผู้ต้องนั้นต่อศาลจังหวัดเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในศาลแขวง
    ผัดฟ้องในศาลเยาวชนและครอบครัว  
                  เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมเด็กหรือเยาวชนที่มีอายุไม่ครบ ๑๘ ปี ซึ้งต้องหาว่าได้กระทำความผิดและความผิดนั้นอยู่ในอำนาจของศาบเยาวชนและครอบครัว พนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายใน ๒๔ นับแต่เวลาที่เด็กหรือเยาวชนมาถึงสถานที่ทำการของพนักงานสอบสวนแล้วส่งตัวเด็กหรือ
    เยาวชนมาถึงสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก เมื่อครบ ๒๔ ชั่วโมง และต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้ทันภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันจับกุม หากฟ้องไม่ทันพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้อง ศาลจะอนุญาตได้ไม่เกิน ๔ คราว คราวละไม่เกิน ๑๕ วัน
    มีการฝากขังหรือผัดฟ้อง ผู้ต้องหามีสิทธิดังนี้
                  ๑. แถลงคัดค้านคำร้องของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการที่ขอฝากขังหรือผัดฟ้อง
                  ๒. ยื่นคำร้องขอขอปล่อยชั่วคราวต่อศาล หากศาลอนุญาตให้ขังตามที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการร้องขอในกรณีได้รับอนุญาตให้ประกันตัวจากศาล ผู้ต้องหาต้องมาศาลทุกครั้งที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังต่อ และผู้ประกันอาจยื่น คำร้องขอประกันตัวต่อไปโดยให้ถือหลักทรัพย์และสัญญาเดิม    
                 สู้คดีในศาล
                  ๑. แถลงคัดค้านคำร้องของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการที่ขอฝากขัง หรือผัดฟ้อง
                  ๒. กรณีราษฎรเป็นโจทก์ ศาลจะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนโดยศาลจะส่งสำเนาฟ้องกับแจ้งวันนัดไต่สวนให้จำเลยทราบจำเลยจะมาหรือไม่มาฟังการไต่สวนหรือ จะตั้งทนายให้ซักค้านพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ก็ได้ในวันไต่สวนมูลฟ้อง ถ้าจำเลยจะรอฟังคำสั่งศาลจำเลยควรเตรียมหลักทรัพย์มาเพื่อขอประกันตัวด้วยเพราะ หากศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาศาลอาจรับตัวจำเลยขังในระหว่างพิจารณาได้ ทางปฏิบัติศาลอาจไม่รับตัวจำเลยไว้ขังทันที แต่จะให้โอกาสจำเลยเตรียมตัวสู้คดีโดยจะนัดวันให้จำเลยยื่นคำให้การแก้คดีอีกครั้งหนึ่งในวันนัดแก้คดีจึงจะรับตัวจำเลยไว้ขังในระหว่างพิจารณา เว้นแต่จำเลยจะมีประกันตัวต่อไป             
    ศาลประทับฟ้องแล้ว หากจำเลยจะสู้คดีควรปฏิบัติดังนี้
                 ๑. ยื่นคำร้องขอประกันตัว ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนหรือชั้นฝากขังหรือไม่ก็ตาม
                 ๒. ยื่นคำให้การต่อศาล หากจำเลยประสงค์จะให้การต่อไป
    หาทนาย
    โดยปกติจำเลยต้องหาทนายเองและเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่คดีที่อัตราโทษประหารชีวิต ถ้าจำเลยไม่มีทนาย ศาลจะตั้งทนายให้ หรือคดีมีอัตราโทษจำคุกหรือคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ในวันถูกฟ้อง ถ้าจำเลยไม่มีและต้องการทนายศาลก็จะต้องทนายให้การให้การต่อศาล
    เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว ก่อนที่ศาลจะพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จำเลยจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ หากจำเลยไม่ให้การถือว่าจำเลยปฏิเสธ

    จำเลยประสงค์จะให้การควรปฏิบัติดังนี้
                 ๑. ถ้าจำเลยกระทำผิดจริง ควรให้การรับสารภาพต่อศาล เพราะการรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่งซึ่งโดยปกติศาลจะปราณีลดโทษให้อันเป็นผลดีแก่จำเลยที่จะได้รับโทาในสถานเบา
                 ๒. ถ้าจำเลยมิได้กระทำผิด หรือประสงค์จะต่อสู้คดีควรให้การปฏิเสธความผิด ส่วนการให้การในรายละเอียดอย่างไรจึงเป็นผลดีแก่จำเลยควรปรึกษาทนาย
                 ๓. มีคดีบางประเภทกฎหมายยกเว้นโทษให้ บางกรณีกฎหมายถือว่าไม่เป็นความผิด บางกรณีกฎหมายถือว่าเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ
    กรณีกฎหมายให้อำนาจศาลจะลงโทษน้อยกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายหรือบางกรณีกฎหมายลดมาตรส่วนโทษให้ เช่น การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ การกระทำด้วยความจำเป็น การกระทำโดยบันดาลโทสะ บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี หรือพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
    กระทำต่อกันหรือหรือในคดีที่เด็กอายุไม่เกิน ๑๗ ปี เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นจำเลยจะให้การอย่างไรเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขของกฎหมายควรจะปรึกษาทนาย           
               ขอให้ศาลรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ                                                                    
                ๑. ให้คดีความผิดซึ่งศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ถ้าปรากฏว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุประวัติความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้นหรือสภาพ
    ความผิดหรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว ศาลอาจจะรอการลงโทษหรือการกำหนดโทษจำเลยก็ได้ อันเป็นผลดีแก่จำเลยที่จะไม่ต้องรับโทษจำคุก
                  ๒. จำเลยที่จะประสงค์จะขอให้ศาลรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษควรเตรียมหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ ฯลฯ ดังกล่าวในข้อ ๑ ที่มีอยู่มาให้พร้อม และยื่นต่อศาลเพื่อประกอบใช้ดุลพินิจของศาล เช่น เรื่องอายุของจำเลยก็ควรมีสูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนมาแสดง ถ้าเป็น
                   นักเรียนก็ควรมีใบรับรองจากโรงเรียน ถ้าเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ก็ควรมีคำรับรองจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้าง หรือถ้าหากเป็นกรณีที่มีการชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยก็ควรนำผู้เสียหายมาแถลงต่อศาลด้วย หากนำมาไม่ได้จริง ๆ ก็ควรมีบันทึกข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายซึ่งพนักงานสอบสวนทำไว้หรือให้พนักงานอัยการโจทก์รับรองว่า
    เป็นจริง
                   ๓. ในบางคดีศาลอาจมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนพิพากษาเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติความประพฤติของจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดี ฯลฯ นำมาประกอบในการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลย ระหว่างการสืบเสาะจำเลยจะต้องถูกขังไว้ในเรือนจำ จึงควรเตรียมหลักทรัพย์มาขอประกันตัวต่อศาล
    พิจารณาคดีอาญาในศาลต้องทำต่อหน้าจำเลย

การพิจารณาและการสืบพยานในคดีอาญานั้น ศาลต้องกระทำต่อหน้าจำเลย จำเลยจึงต้องมาศาลทุกนัดที่มีการพิจารณาคดีเรื่องที่ตนถูกฟ้อง เว้นแต่
               ๑. ในคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๑๐ ปี จะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม หรือในคดีมีโทษปรับสถานเดียว เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน
               ๒. ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลพอใจตามคำแถลงของโจทก์ว่าการพิจารณาและการสืบพยานตามที่โจทก์ขอให้กระทำไม่เกี่ยวแก่จำเลยคนใดศาลจะพิจารณาและสืบพยานลัหลังจำเลยคนนั้นก็ได้
               ๓. ในคดีที่มีจำเลยหลายคน ถ้าศาลเห็นสมควรจะพิจารณาและสืบพยานจำเลยคนหนึ่ง ๆ ลับหลังจำเลยคนอื่นก็ได้
               ๔. ในกรณีที่มีการส่งประเด็นไปสืบพยานที่ศาลอื่นหรือการเดินเผชิญสืบนอกศาล จำเลยจะไปฟังการพิจารณาหรือไม่ก็ได้
หน้าที่นำสืบ
ในคดีอาญากฎหมายสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด ดังนั้นโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย โดยต้องนำสืบก่อนว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดแล้วจำเลยจึงนำสืบแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ เมื่อมีความสงสัยความสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่
ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ค่าธรรมเนียม
ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาในศาล จำเลยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดทั้งสิ้น เว้นแต่ค่ารับรองสำเนาในเอกสาร
การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
โดยปกติศาลต้องอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยฟัง จำเลยจึงต้องมาฟังตามวันเวลาที่ศาลนัด ถ้าจำเลยไม่มาฟังและศาลมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจงใจหลบหนี หรือจงใจไม่มา ศาลจะออกหมายจับจำเลย ถ้ายังไม่ได้ตัวจำเลยมาภายใน ๑ เดือน นับแต่วันออกหมายจับ ศาลอาจอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นลับหลังจำเลยได้โดยถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นแล้ว


การอุทธรณ์หรือฎีกา                                                                                                                                                                ๑. เมื่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว ถ้าเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือต้องห้ามฎีกา โจทก์จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา โดยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณีให้จำเลยฟัง 
คดีจะอุทธรณ์หรือฎีกาได้หรือไม่ ควรปรึกษาทนายความ
                 ๒. กรณีที่จำเลยถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ จำเลยอาจยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อพัศดีภายในกำหนดอายุอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อให้พัศดีส่งไปยังศาล
                 ๓. กรณีที่โจทก์อุทธรณ์หรือฎีกา หากศาลส่งสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะหาตัวจำเลยไม่พบ หรือจำเลยหลบหนีหรือจำเลยจงใจไม่รับสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาฎีกาก็ตาม ศาลชั้นต้นจะส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณาพิพกษาคดีต่อไป แต่หากจำเลยได้รับสำเนาอุทธรณืหรือฎีกาของโจทก์แล้วจำเลยจะแก้หรือไม่ก็ได้หากจะแก้ต้องแก้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันรับสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกา
                 ๔. จำเลยจะให้ทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ศาลแทนตนก็ได้ แต่ถ้าจำเลยและทนายต่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วยกัน ศาลจะเรียกจำเลยมาสอบถามให้เลือกเอกอุทธรณ์หรือฎีกาฉบับหนึ่งฉบับใดเพียงฉบับหนึ่ง
                 ๕. เมื่อศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโมษจำคุกจำเลย หากเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาจำเลยต้องยื่นคำร้องขอประกันตัวพร้อมคำฟ้องหรือฎีกา โดยยื่นต่อศาลชั้นต้น แต่ถ้าหากจำเลยทำคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกายังไม่เสร็จจำเลยต้องทำคำร้องว่าจะอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้าน คำพิพากษาพร้อมกับยื่นคำร้อง ขอประกันตัวต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอาจจะสั่งเรื่องประกันนั้นเองหรือส่งไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่งเมื่อศาลชั้นต้นได้รับอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยแล้ว
เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยมีสิทธิอย่างไร
เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยได้รับโทษอย่างใด จำเลยมีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอรับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษหรือหยุดการบังคับโทษ โดยจำเลยหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องต้องยื่นเรื่องราวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถ้าหากจำเลยต้องจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยื่นต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ถวายเรื่องราวได้เพียงครั้งเดียวภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา
จำเลยต้องโทษประหารชีวิตจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวได้เพียงครั้งเดียวภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา
ส่วนโทษอย่างอื่นจะยื่นทูลเกล้าฯ เมื่อไรก็ได้ แต้ถ้าถูกยกหนหนึ่งแล้วจะยื่นใหม่อีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น ๒ ปี นับแต่วันถูกยกครั้งก่อน
โทษทางอาญา            
๑. โทษทางอาญามีอยู่ ๕ สถานคือ โทษประหารชีวิต โทษจำคุก โทษกักขัง โทษปรับ และโทษริบทรัพย์สิน

โทษประหารชีวิต จำเลยจะถูกประหารชีวิตก็ต่อเมื่อพ้น ๖๐ วัน นับแต่วันฟัง คำพิพากษาอันถึงที่สุด เว้นแต่จำเลยจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวขอให้พระราชทานอภัยโทษก็จะได้รับการรอการประหารชีวิตไว้จนกว่าจะพ้น ๖๐ วัน
นับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แต่ถ้าทรงยกเรื่องราวนั้นเสียก็จะดำเนินการประหารชีวิตได้เลย
๒. จำเลยที่ต้องโทษจำคุกจะถูกขังไว้ในเรือนจำ การคำนวณระยะเวลาจำคุกจะนับวันเริ่มจำคุกรวมเข้าด้วยและนับเป็นหนึ่งวันเต็มโดยไม่คำนึงจำนวนชั่วโมง
ถ้าระยะเวลาจำคุกกำหนดเป็นเดือนก็นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ก็คำนวณตามปีปฏิทิน
 ๓. โทษกักขัง จำเลยจะถูกกักขังไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้ แต่มิใช่เรือนจำโดยปกติจะนำไปกักขับที่สถานีตำรวจหรือถ้าเจ้าพนัะกงานตำรวจเห็นสมควร ก็อาจจะส่งตัวไปกักขังไว้ ณ สถานกับขังกลาง จังหวัดปทุมธานีก็ได้ หรือถ้าศาลเห็นสมควรก็อาจสั่งในคำพิพากษาให้กักขังไว้ในที่อาศัยของจำเลยเอง
หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับจำเลยไว้
 ๔. โทษปรับ ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายใน ๓๐ วัน นับแต่ที่พิพากษาจะถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือจะถูกขังแทนค่าปรับหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ในวันฟังคำพิพากษา ศาลอาจสั่งให้กักขังแทนค่าปรับทันที โดยถือว่าเป็นการกักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อน เว้นแต่จำเลยขะขอประกันตัวเพื่อหาเงินมาชำระค่าปรับ
                  การกักขังแทนค่าปรับถืออัตรา ๕๐๐ บาท ต่อหนึ่งวันและนับวันแรกเป็นหนึ่งวันเต็ม โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมงในกรณีที่จำเลยชำระค่าปรับศาล จะคิดหักวันที่จำเลยถูกคุมขัง มาก่อนออกจากจำนวนเงินค่าปรับไม่ว่าจำเลยจะถูกคุมขังที่สถานีตำรวจหรือเรือนจำการ
                  กักขังแทนค่าปรับนั้น ไม่ว่าค่าปรับจะมากเพียงใด ห้ามศาลสั่งกักขังเกิน ๑ ปี เว้นแต่ค่าปรับตั้งแต่ ๔๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไปศาลจะสั่งกักขังเกินกว่า ๑ ปี แต่ไม่เกิน ๒ ปี ก็ได้
๕.โทษริบทรัพย์ เป็นโทษซึ่งกระทำแก่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดและทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยการกระทำผิด เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงอาจยื่นคำร้องขอคืนต่อศาลได้ การยื่นคำร้องขอทรัพย์สินคืนนี้โดยปกติยื่นได้ภายในกำหนด ๑ ปี
                  ในกรณีที่เป็นทรัพย์สินซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น ปืนเถื่อน ฝิ่นหรืเฮโรอีน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นของผู้ใด ศาลจะสั่งริบทั้งสิ้น

Update : 18 กรกฎาคม 2560 (10:35)